มารูล่า ออยล์ vs.อาร์แกน ออยล์ น้ำมันชนิดไหนดีสำหรับผิวของคุณ?

September 21, 2017

ในช่วงที่ผ่านมาคุณคงเคยได้ยินสรรพคุณด้านความงามของ Argan Oil กันมาเยอะแล้ว   และช่วงนี้ก็มีน้ำมันอีกตัว ที่กำลังจะมาแรง นั่นก้คือ Marula Oil นั่นเอง  ในวงการที่เกี่ยวข้องกับความงามกำลังพูดถึงน้ำมันสองตัวนี้เป็นอย่างมาก   แต่น้ำมันชนิดไหนจะดีกว่ากันแน่  บทความนี้จะให้ข้อมูลเปรียบเทียบเพื่อการตัดสินใจของคุณ

✓ ความคล้ายคลึงกันของมารูล่า ออยล์ กับ อาร์แกน ออยล์ 

✓ ความต่าง ของมารูล่า ออยล์ กับ อาร์แกน ออยล์ 

✓ สรุปจุดเด่นระหว่างอาร์แกน และ มารูล่า

✓ นำมันบำรุงผิวชนิดใดที่เหมาะกับสภาพผิวคุณ

 

ความคล้ายคลึง ของมารูล่า ออยล์ กับ อาร์แกน ออยล์ 

 

ทั้ง Argan Oil และ Marula Oil สกัดจากเมล็ดผลไม้ เมล็ดเหล่านี้ถูกเก็บเกี่ยวด้วยมือโดยผู้หญิงท้องถิ่นทั้งคู่

Marula มาจากแอฟริกาใต้   ส่วน Argan มาจากโมร็อกโก "น้ำมันมหัศจรรย์" เหล่านี้ไม่เพียง แต่เป็นเครื่องสำอางที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นน้ำมันบำรุงผิวพรรณชั้นเลิศเท่านั้น น้ำมันแต่ละชนิดมีประวัติศาสตร์อันยาวนานกับผู้คนในท้องถิ่น ทั้งในด้านอาหารและด้านความงาม 

สิ่งที่ Argan Oil และ Marula Oil มีเหมือนกัน คือ:

• มีประสิทธิภาพในการต่อต้านริ้วรอยที่แห่งวัย

• มีกรดไขมันจำเป็นต่างๆ มากมายที่ช่วยบำรุงผิวพรรณ

• มีวิตามินอีธรรมชาติ

• มีคุณสมบัติช่วยสมานและซ่อมแซมผิว

• มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ต่อสู้กับอาการของริ้วรอย

• มีอายุการเก็บรักษาที่ยาวนานและทนต่อการเกิดออกซิเดชัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สารกันบูด

• มีโพลีฟีนอล และ สเตอรอยด์ธรรมชาติจากพืช  

 

ความแตกต่าง ของมารูล่า ออยล์ กับ อาร์แกน ออยล์

 

คราวนี้เราจะมาดูสารประกอบเด่นๆ เปรียบเทียบกันสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ตัว

 

1. กรดไขมันจำเป็นต่างๆ  ที่มีในน้ำมันทั้ง  2  ชนิด

ทั้ง Marula Oil และ Argan Oil ล้วนมีกรดไขมันจำเป็นที่มุ่งเน้นในเรื่องการดูแลผิวพรรณ  ทั้งกรดโอเลอิคและกรดไลโนเลอิก แต่มีในสัดส่วนที่ต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกน้ำมันที่เหมาะกับผิวคุณ

 

กรด OLEIC (MONO-UNSATURATED OMEGA 9) มีคุณสมบัติเด่น ดังนี้

• มีประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากแสงแดด

• สามารถซึมซาบลงลึกเข้าสู่ผิวได้เป็นอย่างดี ช่วยนำพาความชุ่มชื่นเข้าสู่ผิว

• มีส่วนช่วยในการสมาน รักษาบาดแผล

• มีส่วนช่วยลดการอักเสบและซ่อมแซมผิว

• กรดไขมันชนิดนี้ เป็นชนิดเดียวกับ ที่มีในผิวของเราเอง

• มีเนื้อเข้มข้นและหนักกว่า  ซึ่งช่วยเก็บกักความชุ่มชื้นของผิว

• เป็นกรดไขมันที่เหมาะสำหรับผิวแห้ง

 

กรดไลโนเลอิก (POLY-UNSATURATED OMEGA 6) คุณสมบัติเด่น ดังนี้

• มีฤทธืในการต้านการอักเสบของผิว

• ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิว

• มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟูและสร้างเซลล์ ช่วยสมานผิว

• เป็นกรดไขมันที่ร่างกายของเราไม่สามารถผลิตได้เอง

• มีเนื้อที่เบาและซึมซาบสู่ผิวได้ง่าย  ช่วยบำรุงและปกป้องผิวโดยไม่หนักเกินไป

• เหมาะสำหรับผิวที่มีน้ำมันมาก เช่นผิวผสม และผิวมัน  ซึ่งอาจจะไม่ชุ่มชื้นเพียงพอสำหรับผิวที่แห้งมาก

Argan Oil มี กรดโอเลอิค (44-55%) และ กรดไลโนเลอิก (28-36%)

Marula Oil มีกรดโอเลอิคสูงมากถึง (70-78%) และมี กรดไลโนเลอิก (4-9%)

 

2. TOCOPHEROLS (วิตามินอี)

วิตามินอี  เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีศักยภาพช่วยป้องกันความเสียหายจากอนุมูลอิสระที่เกิดจากการสัมผัสกับรังสียูวี วิตามินอีช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิวและป้องกันการเกิดริ้วรอย

Argan Oil  มีวิตามินอี 60 - 90 มก. / 100 กรัม

Marula Oil  มีวิตามินอี 13.7 มก. / 100 กรัม

 

3. PHYTOSTEROLS

Phytosterols เป็นสารประกอบคล้าย lipid ทีกระตุ้นการขับสารพิษทางรูขุมขนและเสริมสร้างความแข็งแรงของเกราะคุ้มครองผิว  เพื่อปกป้องผิวจากมลภาวะ และช่วยปกป้องผิว ให้ผิวนุ่มในขณะที่ลดการอักเสบและชะลอริ้วรอยแห่งวัย   Phytosterols ช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจนและช่วยให้ผิวคงความชุ่มชื่นไว้ ได้เป็นอย่างดี 

Argan Oil มีปริมาณ PHYTOSTEROLS 130 - 230 mg / 100 กรัม

(ส่วนใหญ่เป็น Schottenol Schottenol ช่วยกระตุ้นการสร้างสมดุลฟื้นฟูและรักษาผิวผมและเล็บ)

Marula Oil มีปริมาณ PHYTOSTEROLS  สูงถึง l, 287 มก. / 100 กรัม 

(โดยมี β-sitosterol สูงที่สุด (60%) และ Avenasterol (16%) ซึงมีประสิทธิภาพการต้านอนุมูลอิสระ)

 

4. CARATENOIDS

Carotenoids เป็นส่วนสำคัญของระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงช่วย และช่วยต่อสู้กับความชรา  ผิวของเราสามารถดูดซึม Carotenoids เพื่อช่วยในการปกป้องผิวจากแสงแดด และมลภาวะจากสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ผิวเสีย

Argan Oil มี Carotenoids

Marula Oil ไม่มี Carotenoids

 

5. VITAMIN C

วิตามินซี วิตามินซีเป็นสารกันเสียที่เป็นอนุมูลอิสระ ทำให้เกิดการผลิตคอลลาเจนและลดการสร้างเม็ดสีมากเกินไป

Argan Oil ไม่มีวิตามินซี

Marula Oil มีวิตามินซี

 

สรุปจุดเด่นของน้ำมัน Argan Oil

เหมาะที่สุดสำหรับคนที่มีผิวธรรมดา –ผิวมัน

Argan Oil เป็นน้ำมันที่ดูดซึมได้ง่าย  ช่วยลดริ้วรอย ความไม่สมบูรณ์ของผิว  ช่วยฟื้นฟู  คืนความยืดหยุ่น และต่ต้านผิวอักเสบ เนื่องจากมันมีน้ำหนักเบาจึงเป็นน้ำมันที่ใช้ประโยชน์ได้หลากหลายสำหรับผิวหน้า  และผู้ที่เคยใช้ Argan Oil หลายๆ คนบอกว่ามันช่วยลดสิวได้  มีอายุการเก็บรักษา 2 ปี

• อุดมด้วยโปรตีนช่วยลดความหมองคล้ำและเพิ่มความยืดหยุ่น

• ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวีได้เป็นอย่างดี

• มีส่วนช่วยในการสร้างเซลล์ผิว

• ยับยั้งริ้วรอยก่อนวัย

• ช่วยให้ผิวของเราคงความชุ่มชื่น

• ไม่มัน และซึมเข้าสู่ผิวได้ง่าย

• มีสารประกอบแคโรทีน, วิตามินอี, สควอเลน และฟีนอล  ค่อนข้างสูง

• มีสารต้านอนุมูลอิสระ

• ลดการอักเสบของผิวหนัง

• สารฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติ

• มีกลิ่นอ่อนๆ คล้ายถั่ว ตามธรรมชาติ

 

สารประกอบเด่นใน Argan Oil 

SQUALANE สารจากธรรมชาติที่ให้ความชุ่มชื้นกับผิวได้ดีที่สุด เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายได้ในไขมัน  ซึ่งปกติผิวของเราก็มี Squalane อยู่แล้ว 25%   ทำให้ Argan Oil สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวของเราได้ง่ายตามธรรมชาติ  

 

POLYPHYNOLS ใน Argan Oil มีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบฆ่าเชื้อต่อต้านริ้วรอยและต้านอนุมูลอิสระ โพลีฟีนอลที่โดดเด่นที่สุดคือ Ferulic Acid ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระจะเพิ่มขึ้นหลังจากได้รับรังสีอุลตราไวโอเล็ต ทำให้มีประสิทธิภาพในการต่อต้านผิวเสียที่เกิดจากรังสียูวี

 

D-7  STIGMASTEROL เป็น sterol จากพืชที่หายากและมีประสิทธิภาพที่ดีในการรักษาโรคผิวหนัง ต่างๆ  การรักษาแผลและการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

 

 

 

สรุปจุดเด่นของน้ำมัน Marula Oil

เหมาะสำหรับผิวแห้ง, ผิวหมอง และ เน้นเรื่องการชะลออายุผิว

น้ำมัน Marula มีคุณสมบัติที่ดีสำหรับผิวแห้ง ผิวแตก และผิวที่โดนแดด ช่วยลดรอยแดงและลดรอยแผลเป็น ปกป้องผิวจากมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการทำงานของเซลล์  แลฟื้นฟูผิวจากการถูกแสงแดดทำร้าย   และช่วยเติมน้ำเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวไดในระดับลึกที่สุด สามารถใช้ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าบนผิวผมและเล็บ  มีอายุการเก็บรักษา 2 - 3 ปี

• เนื่อน้ำมันจะหนักกว่า Argan Oil เล็กน้อย แต่สามารถซึมซาบเข้าผิวได้อย่างรวดเร็วและไม่เหนียวเหนอะหนะ

• โครงสร้างโมเลกุลที่ละเอียดดีช่วยให้สามารถเจาะลึกลงสู่ผิวเพื่อช่วยบำรุงและซ่อมแซมผิว

• มีวิตามินอีช่วยซ่อมแซมผิวที่บอบบาง

• มีค่า pH ที่สมดุลกับผิว

• มีคุณสมบัติต่อต้านจุลินทรีย์

• มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าน้ำมัน Argan 16%

• มีความเสถียรและทนต่อการเกิดออกซิเดชัน

• มี Sterol ธรรมชาติสูงช่วยลดรอยแผลเป็น

• มีกลิ่นอ่อนมากมาก ตามธรรมชาติ หรือแทบไม่มีกลิ่นเลย

 

สารประกอบเด่นใน Marula Oil 

OLEIC ACID อุดมไปด้วยกรดโอเลอิค ในปริมาณที่สูงมาก (70-78%) จึงมีความพิเศษในการเก็บกักความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

β STEROL เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ช่วยลดริ้วรอย  มีคุณสมบัติในการรักษาแผลคือมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและช่วยซ่อมแซมผิวที่เสื่อมสภาพ

VITAMIN C วิตามินซี Marula Oil ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของผิว  ช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจน และทำให้ผิวกระชับขึ้น และยังช่วยลดรอยแผลเป็นและรอยคล้ำอีกด้วย

สรุปแล้ว Argan Oil หรือ Marula Oil ดี?

 

น้ำมันทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติบำรุงผิวที่น่าอัศจรรย์ทั้งคู่  ขึ้นอยู่กับประเภทของผิวคุณ สำหรับ ผิวมัน ผิวผสม หรือผิวที่มีโอกาสอุดตัน หรือเป็นสิวง่าย   แนะนำ Argan Oil  สำหรับผิวแห้ง ที่กังวลเรื่องริ้วรอยก่อนวัย  แนะนำ Marula Oil  ส่วนคนที่มีผิวปกติแนะนำว่าให้ใช้ ทั้งคู่สลับสลับกันไป  เพราะน้ำมันทั้งสองตัวต่างมีสารประกอบที่ดีสำหรับผิว ที่คุณไม่ควรพลาด

 

สำหรับผู้ที่อ่านแล้วสนใจน้ำมันสกัด Marula Oil สามารถสั่งซื้อกับ NatureMix ได้แล้วนะคะ  

ผลิตภัณท์ NatureMix Marula Oil นำเข้าโดยตรงจากบริษัทผู้ผลิตซึ่งมีใบรับรองในแอฟริกาใต้ คุณจึงมั่นใจได้ในคุณภาพแท้จากแหล่งผลิตโดยตรง 

 

 

ต้นฉบับภาษาอังกฤษ :  https://thebestorganicskincare.com/marula-oil-vs-argan-oil-which-is-better-for-your-skin

 

 

 

 

 

Share on Facebook
Please reload

Featured

9 เหตุผล ที่คุณต้องลองมารูล่า ออยล์ (Marula Oil)

September 21, 2017

1/5
Please reload

Please reload

Archive
Search By Tags
Recent Posts
Please reload

ติดต่อสอบถาม & สั่งสินค้าได้ทั้ง
Line, FB และ app Shopee
Line id : @naturemixshop
ช่องทางต่างๆ กดปุ่มด้านล่างได้เลยค่ะ
  • line
  • 10494661_1581022078816780_7883528250713148146_n
  • Facebook Social Icon
  • Instagram Social Icon
  • YouTube Social  Icon